Posted by: haleluyas | สิงหาคม 25, 2007

Principles of Security

ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ

Principles of Security

จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อใหญ่ๆ นะครับ

- Confidentiality

เป็นการส่งความลับระหว่างคน 2 คน แต่จะมีบุคคลที่ 3 เข้ามาล่วงรู้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาติ การโจมตีในลักษณะนี้จะเรียกว่า Interception

- Authentication

เป็นการปลอมแปลงว่าเป็นบุคคลหนึ่ง เพื่อที่จะหลอกอีกบุคคลหนึ่ง เช่น C ปลอมตัวเป็น A เพื่อที่จะบอก B ว่า ต้องการโอนเงินจากบัญชีหนึ่ง ไปอีกบัญชีหนึ่ง โดยที่ B เข้าใจว่า เป็นความต้องการโอนเงินของ A จริงๆ การโจมตีแบบนี้เรียกว่า Fabrication

- Integrity

เป็นการปลอมแปลงข้อมูล ในเนื้อความให้ผิดไปจากเดิมหลังจากที่ส่งออกมา โดยที่ผู้รับไม่รู้ว่า ข้อความนี้ถูกเปลี่ยนแปลงเรียบร้อยแล้ว ในลักษณะนี้จะเรียกว่า Modification

- Non-repudiation

เป็นการปฏิเสธสิ่งๆหนึ่ง ที่เราได้กระทำลงไปแล้ว เช่น A ส่งความต้องการการโอนเงินไปที่ธนาคาร B แต่เมื่อธนาคาร B ทำการโอนเงินตามที่ A ต้องการ Aกลับบอกว่า ตนไม่ได้ส่งความต้องการไปที่ธนาคาร B เลย

- Access Control

เป็นการควบคุมว่าใครสามารถ access อะไร โดยที่แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

  • role management

จะพุ่งเป้าไปที่ฝั่งของ user ( User สามารถทำอะไรได้บ้าง )

  • rule management

จะพุ่งเป้าไปที่่ resources ( resources สามารถเข้าถึงได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ไหน)

- Availability

เป็นการ availability resources ให้กับกลุ่มที่ได้รับอนุญาติตลอดเวลา เช่น User C ซึ่งเป็น บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาติ ได้กระทำการโดยตั้งใจเพื่อที่จะไม่ให้ User A สามารถติดต่อกับ User B ได้ การโจมตีนี้เรียกว่า Interruption

คราวหน้าจะมาลงเรื่อง Type of Attacks ให้ได้อ่านกันนะครับ ส่วนใครที่สนใจจะอ่านแบบเต็มๆ ก็ลองไปหาซื้อดูได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬานะครับ ชื่อหนังสือก็คือ Cryptography and Network Security โดย Atul Kahate

Posted by: haleluyas | สิงหาคม 17, 2007

Cryptography and Network Security

กำเนิดหัวข้อมีสาระขึ้นมาอีกหนึ่งอัน 555 พอดีคิดว่าอยากหาอะไรอ่านจริงๆจังซักที เลยไปหาอาจารย์เพื่อที่จะยืมหนังสือ แล้วก็ได้มาเล่มนึง “Cryptography and Network Security” จริงๆแล้วอาจารย์ก็ถามเหมือนกันว่าสนใจเรื่องไหน ก็เลยบอกไปว่า “Network” แล้วก็ “Security” คับ อาจารย์ก็เลยหยิบเล่มนี้มาให้อ่าน

หลังจากที่อ่านไปได้ประมาณสองชั่วโมง(ผ่านไปแค่สองหน้า) ก็ได้สาระสำคัญมาหนึ่งเรื่อง คือเรื่อง “Security Approaches” เลยจะมาอัพลง Blog ให้ได้อ่านกัน

1.1 Security Approaches

1.1.1 Security Model

  •  No security :การเข้าระบบสามารถดำเนินการการตัดสินใจได้โดยที่ ไม่มีการป้องกันใดๆเลย
  • Security through obscurity : ในส่วนนี้ระบบจะมีการป้องกันในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของข้อมูล แต่ลักษณะนี้ใช้งานได้ไม่ดีนัก เพราะมีหลายทาง ที่ “Attacker” สามารถล่วงรู้ได้
  • Host Security :ในส่วนนี้จะมีการเสริมความปลอดภัยเข้าไปที่ Host แบบตัวต่อตัว วิธีการนี้จึงเป็นวิีการเข้าระบบที่ปลอดภัยอย่างมาก แต่ข้อเสียของมันอยู่ที่ความซับซ้อนยุ่งยาก และความแตกต่างของ site หรือ องค์กร ต่างๆในปัจจุบัน ทำให้การทำงานมีความยากขึ้น
  • Network Security : ในส่วนของ Host Security นั้น ทำให้การเจริญเติบโตขององค์กรและความแตกต่าง ซึ่งมีมากขึ้นเป็นไปได้ยาก เพราะเช่นนั้น เทคนิคในส่วนนี้ จะพุ่งเป้าไปที่การควบคุมการเข้าถึง Network ของ Host และการบริการที่แตกต่างกันจนถึง Host security แบบส่วนตัว วิธีนี้จึงจัดว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ถ้าอ่านแล้วมันดูแปลกๆก็ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะว่าผมแปลมาอีกที ภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนแอ(นี่คือเหตุผลว่าทำไมสองชั่วโมง อ่านไปได้แค่สองหน้า) จริงๆแล้วในส่วนของ Security Approaches นั้นยังไม่หมด (แบบว่าแบตฯ talking dict มันหมด) ยังไงก็จะมาอัพต่อให้ในเร็วๆนี้นะครับ

Posted by: haleluyas | สิงหาคม 11, 2007

I love Terran!!!

ความจริงแล้ววันนี้จะไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเลย ภ้าไม่ได้เปิดเข้าไปเว็บๆนึง แล้วเจอกับการเปิดตัวครั้งสำคัญของ Terran ใน Starcraft2

เอากันจริงจังเลยก็คือ ผมค่อนข้างเป็นแฟนที่เหนี่ยวแน่นของ Terran พอสมควร ถ้าถามว่าผมเล่นเผ่าไหนได้ดีที่สุด ก็คงต้องบอกว่าเป็น Terran ด้วยสาเหตุที่ว่าผมชอบความยืดหยุ่นของยูนิตในเผ่านี้ บางคนบอกว่า ยูนิตฝ่าย Terran นั่นมีค่อนข้างเยอะ แล้วก็เหมาะที่จะตั้งรับ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย โดยส่วนตัวแล้วผมว่า Terran เป็นเผ่าที่เน้นการเข้ายึดพื้นที่สำคัญๆได้ดีมากทีเดียว

+ : ไม่ต้องว่าความกันมาก แค่ยูนิตพื้นฐานอย่าง Marine กับ Medic ก็ค่อนข้างน่ากลัวแล้ว Marine ใช้ stimpackแล้วลุย โดยที่มี Medic วิ่งตาม Heal ฆ่าได้สะใจสุดๆ

- : แต่ว่าต่อให้ดียังไง จุดบอดที่สำคัญของ Marine ก็คือ ศัตรูเกราะหนัก แล้วก็การโจมตีระยะไกล เพราะว่ากว่าจะวิ่งเข้าไปถึง ก็แทบจะกลายเป็นซากศพกันหมดแล้ว

+ : ถ้าว่ากันถึง “เครื่องจักร” ก็คงต้องพูดถึง 3 ทหารเสืออย่าง Siege Tank,Vulture,Goliath โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเล่นเจ้าเสือสามตัวนี้นะ ใช้ Tank ต้อนฝั่งตรงข้ามจากระยะไกล โดยที่มี Goliath และ Spidermine ของ Vulture เป็นตัวป้องกัน Tank อีกที ถ้าสามารถยึดได้แน่นอนแล้ว ก็จัดการสร้าง Terret ป้องกันยูนิตอากาศไว้อีกชั้นรวมถึงยูนิตล่องหนด้วย

= : สำหรับยูนิตอากาศอย่าง Science Vessel เป็น Detected ที่ค่อนข้างสารพัดประโยชน์ ทั้ง EMP หรือ Irradiate แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะใช้แต่ Defensive Matrix ซะมากกว่า ใช้ให้กับตัวที่จะโดนโจมตีเป็นตัวแรกในขณะที่บุก จะทำให้เพื่อนๆที่ตามมาด้านหลังสบายเป็นแถบ (เพราะเลือดมันแทบจะไม่ลดเลย) แต่ข้องเสียของเจ้า Vessel (ผมชอบเรียกมันว่าปุ้มปุ้ย ก็มันกลมซะหยั่งงั้นหน่ะ) ก็คือ “แพง”ครับพี่น้อง เปลืองแก๊สอย่างรุนแรง ถ้าโดนทำลายทิ้งนี่ ถึงกับจุกทีเดียว

= : Battle cruiser หรือ “ยานรบพิฆาตป้อม” ตรงตัวตามชื่อ มันทำได้แค่นั้นจริงๆ เมื่อเปรียบเทียบกับพลังโจมตีของมันแล้ว ผมว่าเบามากกับราคาที่แพงหูฉี่ เบาไม่พอ ยิงช้าอีกต่างหาก เอาหน่ะ แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีที่ชดเชยกันได้คือ Yamato Gun ที่เอาไว้ใช้เคลียบรรดาป้อมปืนทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะเปิดทางให้กับ Dropship หรือ หน่วยอื่นๆได้เข้าโจมตีต่อไปได้

+ : Goliath ที่อัพเกรดแล้ว (Range ของจรวด) น่ากลัวอย่างรุนแรงกับยูนิตอากาศของฝั่งตรงข้าม

- : แต่ก็ลืมไปว่า การโจมตีภาคพื้นดินของมันนั้นเบาแสนเบา แถมพังง่ายด้วย

กลับมาประเด็นหลักกัน (นอกเรื่องไปซะนาน) ตอนนี้ทางเว็บของ Starcraft2 ได้เปิดตัวยูนิต ออกมาแล้ว 4 ตัว คือ Marine,Reaper,Ghost,Viking พอเห็นแล้วก็ตื่นเต้น 555

โดยที่ Marine นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่นัก (จากที่อ่านดูนะ) ก็คงจะมี Stimpack กลับมาให้เราเหมือนเดิม แต่ไอ้โล่ห์เนี่ยสิ (ถ้าใครที่ได้ดู Trailer จะเห็นว่ามันถือโลห์อยู่ด้วย) สงสัยจะเอาออกไปแล้วมั้ง หรือไม่ก็คงต้อง Upgrade กันเอา ส่วน Ghost เองเท่าที่เห็นก็คือยิงนัดเดียวตาย O_o!! แต่คิดว่าคงแลกมาด้วยการยิงที่ช้ามากมาย

ประเด็นมันอยู่ที่ Reaper กับ Viking นี่แหละ ในส่วนของ Reaper เราคงจะได้เห็นความสามารถของมันมาแล้วกับ Trailer ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมันกับยูนิต ที่มีเกราะัเบา ตามรุ่นพี่ของมัน (Firebat นั่นเอง)

ส่วนของ Viking นั้น โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นมันครั้งแรกแล้วนึกถึง Goliath นะ แต่มันจะต่างกันก็ตรงที่มันต้องแปลงร่างขึ้นลง ระหว่าง Air กับ Ground นี่สิ เลยคิดว่า ช่วงที่มันเปลี่ยนร่างอยู่นั้น จะเป็นการสร้างช่องโหว่ให้กับศัตรูหรือไม่ ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆกับ Goliath ที่ไม่สามารถยิงยูนิตอากาศได้ รวม กับ Valkyrie นั่นแหละ ยังไงก็คงต้องติดตามกันต่อไปล่ะ

ปล.ถึงยังไงผมก็ยังรัก Terran อยู่ดี

Posted by: haleluyas | กรกฎาคม 9, 2007

Transformers…

เมื่อวานไปดู Transformers มา เห็นหลายคนบอกว่าสนุกมากมาย ก็เลยลองไปดูกะเค้ามั่ง

สรุปออกมาได้แน่ชัดก็คือ สนุกจริงๆ ตัวหนังถูกถ่ายทำออกมาได้อย่างลงตัว มีการสอดแทรกมุขตลกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก ตัวหุ่นยนต์เอง ไม่ว่าจะเป็น ฝ่าย Autobots หรือ Decepticons ได้ถูกทำออกมาให้เหมือนมีชีวิต มีความคิดจริงๆ

มีหลายๆฉากที่ผมคิดว่า เบย์ทำการบ้านออกมาได้ดีมากๆ อย่างแรก คือจุดยืนของหุ่นยนต์ทั้งสองฝั่ง ฝ่าย Autobots เองนั้นเป็นฝ่ายปกป้องโลก จะไม่ทำร้ายมนุษย์ ซึ่งตรงส่วนนี้หลายๆคนจะเห็นได้จากฉากที่ แซม เข้าไปหาแว่นตาของปู่ ที่จะนำทางไปสู่ The Cube โดยมีเหล่า Autobots ตามมาถึงบ้านด้วย ซึ่งในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงความน่ารักของเหล่าฮีโร่ Autobots ของเรา ตอนที่แอบซ่อนตามบ้านของแซมเพื่อไม่ให้พ่อของแซมมาเห็นเข้า (ผมชอบอยู่ตัวนึงที่เข้าไปหลบอยู่ใต้ถุนบ้าน ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Jazz) รวมไปถึงตอนที่ Ironhide ปล่อยมุขว่าจะใช้กำลังเข้าแย่งชิงแว่นตาจากแซมแทน แต่ก็ได้ถูกห้ามปรามจาก Optimus Prime แถมยังแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างแน่ชัดอีกว่า “จะไม่ทำร้ายมนุษย์” ซึ่งแตกต่างกับเหล่า Decepticons อย่างสิ้นเชิง ซึ่งฝ่ายนี้คงเข้ากับคำที่ว่า “อะไรไม่รู้ กูพังแหลก”

ถึงแม้ว่าเหล่าฮีโร่ของเราจะเป็นหุ่นยนต์ แต่ก็มีความรู็สึกนึกคิดเช่นกัน ซึ่งเบย์ได้เนรมิตให้พวกมันเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิต อย่างในฉากที่บับเบิ้ลบีถูกจับตรงทางระบายน้ำ สายตาของมันจ้องมองมาที่แซมราวกลับจะสื่อว่ามันไม่ได้มาร้ายแต่มาเพื่อช่วย และฉากที่ แซมเข้าไปช่วยบับเบิ้ลบี ในฐานเซกเตอร์เซเว่น (Secter 7) เบย์ได้ทำให้บับเบิ้ลบีแสดงออกมาถึงความกลัว และแคลงใจต่อมนุษย์ ที่ได้จับมันมาทดลอง ทั้งๆที่มันพยายามที่จะช่วยพวกมนุษย์ไว้แท้ๆ บอกตามตรงว่าเมื่อได้เห็นสองฉากนี้ ผมรู้สึกขนลุกจริงๆนะ รู้สึกเหมือนกับว่าไอ้รถแปลงร่างที่อยู่ในจอคันนี้มันเป็นเพื่อนของผมจริงๆ

ในระหว่างที่ดูอยู่ ตัวหนังได้ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมกำลังย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง(โดยเฉพาะท่านชายทั้งหลาย) ยังจำกันได้มั้ยว่า สมัยก่อนที่เราดูการ์ตูนฮีโร่กัน พระเอกของเรามักจะมีอาวุธคู่กายเป็นดาบ (ในหลายๆเรื่อง อาจจะมีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดาบ) แล้วพอตอนที่จะต้องปราบเหล่าร้าย พระเอกก็จะต้องชักดาบออกมา พร้อมกับฟาดฟันเหล่าร้ายให้สิ้นซาก เชื่อมั้ยว่า ออพติมัส ไพล์ม ได้ทำแบบที่ผมพึ่งพูดไปมะกี้จริงๆ เห็นได้ในฉาก ตอนที่ไพล์มสู้กับหนึ่งในสมาชิกของ Decepticon บนสะพาน อยู่ดีๆไพล์มก็เอาดาบออกมาจากแขน แล้วฟันจนหุ่นอีกตัวคอหลุด พอเห็นฉากนี้แล้ว…มันเท่ห์ดีจริงๆเลย

“ถ้าไม่เสียสละ ชัยชนะก็ไม่เกิด”

เป็นประโยคที่ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ต้นเรื่อง แถมยังเป็นจุดขายของเรื่องอีกต่างหาก (พอๆกับคำว่า พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง ใน Spiderman นั่นแหละ ) ตรงนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมาย เบย์ ได้แทรกสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงประโยคนี้เอาไว้ตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ฝ่าย Autobots ยอมสละบับเบิ้ลบีเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย ที่จะทำลาย The Cube โดยตอนนี้ ออพติมัส ไพล์ม ก็ได้พูดถึงการเสียสละของ บับเบิ้ลบี เช่นกัน ว่าเจ้าตัวเองก็คงจะดีใจ ถ้าการเสียสละของตนเอง สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้

สำหรับหนังเรื่องนี้แล้ว ผมคิดว่า คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน และคิดว่าคงจะมีภาคต่อเช่นกัน (เพราะฉากจบมันทำให้ชวนคิดแบบนั้นซะเหลือเกิน) สรุปแล้ว ใครที่ยังไม่ได้ไปดู ต้องไปดูให้ได้ครับ

Posted by: haleluyas | กรกฎาคม 3, 2007

ความเคยชิน…

มีอาจารย์อยู่ท่านนึงมักจะพูดคำนี้บ่อยๆว่า

“ความเคยชินของคน มันเปลี่ยนกันยาก”

จิงๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรอีกนั่นแหละ  (ก็เห็นไม่เคยมีอะไรซักครั้ง) พอดีวันนี้มีเรียนตอนเช้า แล้วคราวนี้ประตูที่ห้องเรียนบานนึงมันเปิดยาก  ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงประตูแบบเลื่อน ที่เป็นแบบสองบานติดกัน แล้วเวลาเปิดจะเลือกออกจากกัน โดยที่หนึ่งในสองบานนี้มันฝืด เลยทำให้เปิดยาก ถ้าเป็นคุณจะทำยังไงล่ะ? จะเปิดข้างที่มันฝืดให้ออก หรือว่าจะเปลี่ยนไปเปิดอีกด้านนึง? ถ้าเป็นผม ผมจะเปลี่ยนไปเปิดอีกด้านนึงแทน (จะมาพยายามเปิดอีกข้างนึงทีมันฝืดทำไมจิงมั้ย) แต่ในระหว่างที่ผมเรียนอยู่ (เปลี่ยนเป็นในขณะที่กำลังไม่สนใจเรียนดีกว่า) ก็มีเพื่อนๆที่เรียนในห้องเดียวกันเดินเข้าเยอะพอสมควร ที่น่าแปลกก็คือแทบจะทุกคน จะพยายามเปิดประตูบานที่ฝืดให้ออก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่เปลี่ยนไปเปิดอีกบาน ทั้งๆที่มันเปิดง่ายกว่ากันตั้งเยอะแท้ๆ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินล่ะมั้ง ก็เพราะบานที่ฝืดมันอยู่ด้านขวา คนเราส่วนใหญ่ก็ถนัดขวา ก็เลยพยายามที่จะเปิดบานขวาให้ออก…

ในชีวิตคนเราเหมือนกัน คงมีความเคยชินแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ขอยกตัวอย่างที่มันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็แล้วกัน อย่าเช่น IE ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันดี ทำไมคนถึงใช้ IE หน่ะเหรอ ก็เพราะว่ามันติดมากับ Windows หน่ะสิ แล้วทีนี้ถามว่า ทำไมไม่ลองเปลี่ยนมาใช้ตัวอื่นบ้างเหรอ ก็มักจะได้คำตอบยอดฮิตว่า “ไม่เคยใช้ ใช้ไม่เป็น ใช้ยาก” ก็งงสิคับ เคยใช้ก็ไม่เคย แล้วบอกได้ไงว่าใช้ยาก คำตอบก็ง่ายๆ เพราะความเคยชินนั่นแหละ ทั้งๆที่มันมี web browser ที่ดีกว่า IE อีกตั้งหลายตัว ที่เห็นชัดๆกันเลยก็คือ Firefox (แอบเชียร์นิดนึง)ส่วนคนที่ใช้ Mac ก็คงจะบอกว่าเป็น Safari (อาจจะมีที่บางคนลง Firefox ไว้บ้างแต่คงไม่มีใคลง IE ไว้บน Mac แน่นอน)

ไม่ใช่แต่เพียง Web browser อย่างเดียว OS จำพวก Mac หรือ Linux ก็เช่นกัน จะมีสักกี่คนที่เปลี่ยนจาก Windows มาสู่สองตัวนี้บ้าง ผมว่าน้อยนะ หลายๆคนจะมองว่า มันใช้ยาก ไม่คุ้นเคย แต่ว่าถ้าจริงๆแล้ว เราเริ่มเรียนรู้ Linux หรือ Mac ตั้งแต่ตอนแรกแทนที่จะเป็น Windows มันอาจจะมีอะไรดีๆกว่านี้เยอะ

Posted by: haleluyas | กรกฎาคม 1, 2007

Sony Timer…

Sony Timer เป็นJokeที่ฮิตกันในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจารย์ผมได้เล่าให้ฟังว่า

“ที่ญี่ปุ่น จะมีคำๆนึง ที่ติดปากและเป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักศึกษามหายวิทยาลัย คำๆนั้นก็คือ Sony Timer ทำไมมันถึงเป็น Joke ที่นักศึกษาที่นู่นรู้จักกันอย่างแพร่หลายหน่ะเหรอ สาเหตุก็เพราะว่า ผลิตภัณฑ์ของ Sony ที่มีประกัน ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ พอมันหมดประกันเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ มันจะพัง!!!”

ตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อซักเท่าไหร่ อาจารย์ก็เลิกพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า

“หลังจากหมดประกันภายใน 2-3 อาทิตย์  ผมรับประกันเลยว่ามันจะพัง สมัยก่อนตอนที่ผมทำงานวิจัยอยู่ที่นู่น เพื่อนๆผมซื้อ Notebook ของ Viao มา 4 เครื่อง เชื่อมั้ยว่า Viao พวกนั้น3 ใน 4 เครื่อง พังหลังจากประกันหมดประกันภายใน 2-3 อาทิตย์ ส่วนอีกเครื่องที่เหลือ หลังจากนั้น 1 เดือนก็พังตามๆกันมา”

จะว่าไปแล้วมันอาจจะดูเป็นเรื่องโชคร้ายธรรมดา ถ้าเรื่องพวกนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับของที่มียี่ห้อของ Sony ที่อยู่ภายในบ้านผม ซึ่งเมื่อลองทบทวนดูแล้ว…มันก็จิงแฮะ หมดประกันปุ๊บเจ๊งปั๊บ!

Posted by: haleluyas | กรกฎาคม 1, 2007

เรื่องไข่ๆ (Big Endian & Little Endian)

ไม่ต้องงว่าไอ้ Big Endian & Little Endian มันเกี่ยวกับไข่ได้ยังไง หลายๆคนคงจะเคยได้ยินนิทานเรื่องกัลลิเวอร์กันมาบ้าง ที่เป็นเรื่องของยักษ์ตัวหนึ่ง ที่หลุดไปอยู่เมืองคนแคระ โดยที่เมืองนั้นมีคนเแคระอยู่สองเผ่า และสองเผ่านั้นกำลังทะเลาะกันอยู่ สาเหตุก็เพราะว่า เผ่านึงบอกว่าเวลาตอกไข่ (ในที่นี้ขอให้นึกถึงถ้วยที่ไว้ใส่ไข่ต้ม เห็นได้ทั่วไปตามหนังฝรั่งที่มีพวกไฮโซเค้าใช้กันอ่ะ โดยถ้วยนี้จะใส่ได้ใบเดียวพอดีเป๊ะ) ให้วางด้านแหลมลง (Big Endian) ส่วนอีกเผ่าบอกให้วางด้านป้านลง (Little Endian) ด้วยความที่ว่าหาข้อสรุปไม่ได้ ก็เลยเกิดสงครามขึ้น…..อะไรมันจะไรสาระขนาดนั้น…

ความจริงแล้วผมก็จำอะไรไม่ได้มากหรอก พอดีอาจารย์เค้าเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังพอดีในเวลาเรียน โดยประเด็นหลักของมันก็คือ Big Endian & Little Endian นั่นเอง

ไอ้ตัว Big Endian & Little Endian ก็คือ การจัดเรียงค่าของไบต์ของหน่วยความจำในการเก็บค่าตัวเลขจำนวนมากกว่า 1 ไบต์ในหน่วยความจำซึ่งมีอยู่ 2 แบบได้แก่แบบ Big Endian และแบบ Little Endian โดยซีพียูที่ใช้แบบ Big Endian จะได้แก่ 68k
หรือ 68000 ของโมโตโรล่า, SPARC ของ Sun, MIPS ของ Silicon Graphics และ PA-RISC ของ HPส่วนสถาปัตยกรรมที่ใช้แบบ Little Endian จะได้แก่ 80×86 ของอินเทล และ Alpha ของ Compaq

โดยที่ Big Endian นั้นจะใช้แอดเดรสไบต์ต่ำสุดเก็บค่าของข้อมูลไบต์สูงสุดของเวิร์ด ในขณะที่สถาปัตยกรรมแบบ Little Endian จะเก็บไบต์ต่ำสุดของเวิร์ดด้วยแอดเดรสไบต์ต่ำสุดและเก็บค่าไบต์สูงสุดของเวิร์ดไว้ในแอดเดรสไบต์สูงสุด

Posted by: haleluyas | มิถุนายน 27, 2007

ชมรมคนหน้าเหมือน

คราวนี้ไม่มีไรมาจริงๆ ไปเจอเว็บสนุกๆมา เลยลองเอามาให้เล่นกัน www.myheritage.com

ไม่ต้องถามว่าลองแล้วเหมือนใคร ดูเอาเองละกัน

Posted by: haleluyas | มิถุนายน 26, 2007

ทำไมไม่สอนก่อน…

จิงๆแล้วมันจะไม่มีอะไรเลย ถ้าอาจารย์ไม่เปิดสิ่งๆนึง ที่นักศึกษาคนนึงได้กระทำเอาไว้ให้ดู

เรื่องของเรื่องก็คือว่า อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์สอบโปรเจคจบของนักศึกษาหลายๆคน แล้วด้วยความที่ว่าแกค่อนข้าง”เนี๊ยบ”(คงขยายความได้ว่า ค่อนข้างละเอียดอะไรประมาณนี้) จึงทำให้การสอบโปรเจคกับแกค่อนข้างลำบากแล้วก็ผ่านยาก แต่ผมว่าก็เป็นปัญหากับแค่บางคนนะ คนที่รับไม่ได้ก็จะพากันเกลียด แล้วก็แอนตี้กันไป

เข้าประเด็นดีกว่า มีนักศึกษาอยู่คนนึง เธอต้องสอบโปรเจคกับอาจารย์ท่านนี้ อาจารย์แกก็ถามไปตามสเต็ป ประมาณว่าสิ่งที่ตัวเองทำมา อย่างน้อยๆ อะไรที่มันเกี่ยวข้อง ก็ควรจะรู้ อาจารย์ก็ถามๆ โดยการที่จะตอบนั้นอาจจะต้องใช้ความคิดบ้างนิดหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่า คำถามเหล่านั้น ทำให้เธอสอบโปรเจคไม่ผ่าน ก็คือต้องไปทำใหม่ หรือ สืบหาข้อมูลมาใหม่นั่นเอง

หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกเคียดแค้น จึงไประบายลงบนไดอารี่หรือblogอะไรเทือกๆนั้น ใจความก็ประมาณว่า “ก่อนจะถามอะไร ทำไมไม่สอนก่อน ไม่สอนแล้วมาถามจะไปตอบได้มั้ย” โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันไร้สาระนะ ตอนนี้ก็เรียนมาจนระดับมหาลัยแล้ว คงไม่มีใครมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชให้ไปอ่านนู่นทำนี่แล้วล่ะ คงไม่มีใครมาคอยบอกคำตอบให้หมดทุกอย่างหรอก การที่จะเรียนรู้อะไรเองไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วในมหาวิทยาลัย

มีคำพูดหลายๆอย่างที่อาจารย์ท่านนี้ได้พูดไว้ แล้วผมรู้สึกชอบ จะยกตัวอย่างเอามาให้ได้อ่านกันนะครับ

- “การที่พวกคุณเรียนรู้โดยวิธีการจำ แต่ไม่ได้ลงมือทำ ผมถือว่าพวกคุณกำลังกินมันเข้าไปแล้วอมไว้ในปากเฉยๆ พอถึงเวลาสอบก็อ๊วกมันออกมา เข้าไปเป็นยังไง ออกมาก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางความคิดอะไรเลย สอบเสร็จ อ๊วกเสร็จ ก็จบแล้วจบกัน ลืมหมด”

- “ใครที่จะทำงานกับผม ถ้าเกรดดีๆ ผมไม่รับ เพราะสิ่งที่ผมอยากได้มาร่วมงานด้วย คือนักศึกษาไม่ใช่นกแก้ว”

- “บริษัทที่จะรับคุณเข้าทำงานหน่ะ เค้าไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะได้เกรดดีแค่ไหน แต่เค้าจะรับคนที่สามารถทำงานให้เค้าได้ ถ้าจบมาเกรดดี แต่ทำอะไรไม่เป็น เค้าก็ไม่เอา มันก็แค่นั้น”

ปล.อันสุดท้ายนี้แล้วแต่คนนะครับ คนที่เกรดดีๆ ทำงานเป็นทำงานดีก็มีเยอะแยะไป อีกอย่างถ้าไปสมัครงานกันตามปกติแล้ว เค้าก็มักจะเลือกคนที่เกรดดีๆไว้ก่อนอยู่แล้วล่ะ เพราะงั้นก็ตั้งใจเรียนให้เยอะๆ แล้วก็ใช้ความรู้ที่เรียนมาหัดลงมือทำให้เยอะๆดีกว่านะครับ

Posted by: haleluyas | มิถุนายน 7, 2007

น้ำใจ…

จิงๆแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก… ก็แค่ไปเจอคนที่มีน้ำใจเข้า ก็เลยอยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟังก็เท่านั้น

เมื่อ สองถึงสามวันที่มา แถมมหาลัยผมฝนตกหนักมาก แล้วบังเอิญด้วยความซวย ผมก็ดันไปติดฝนอยู่หน้ามหาลัยตัวเอง
เลยต้องนั่งรถฝนหยุดที่ป้ายรถเมลล์

แต่แล้วก็ีผู้ชายคนนึง ซึ่งกำลังติดฝนอยู่ด้วยกัน ก็หยิบร่มออกมา แล้วเดินไปกับเพื่อน มันจะไม่มีอะไรเลย ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่เดินกลับมาที่ป้ายรถเมลล์แล้วพูดกับคนที่รอฝนหยุด ทั้งๆที่ไม่รู้จักกันเลยว่า “ไปด้วยกันมั้ยคับ”

จะมีใครเชื่อหูตัวเองล่ะ ว่าเค้าจะมีน้ำใจพาไปส่ง คนที่ถูกถามก็ปฎิเสธไปตามปกติ พร้อมบอกไปว่า “ไปไม่หมดหรอกคับ มีเพื่อนผมอีกตั้ง สองถึงสามคน” แต่ว่าที่ประทับใจกว่านั้นก็คือ ชายคนนั้นดันบอกว่า “ไม่เป็นไรคับ หลายรอบก็ได้” อะไรจะน้ำใจงามขนาดนี้นะ O_o!!!

รู้สึกดีนะที่เจอคนแบบนี้หน่ะ เพราะส่วนตัวแล้วผมคิดว่า คนแบบนี้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว พอมาเจอเข้าทีก็เลยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เหอะๆ ก็อยากให้มีคนแบบนี้อีกเยอะๆนะ ผมว่าคงจะดีพิลึก โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นเยอะหน่ะ 555+

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่