Posted by: haleluyas | พฤษภาคม 10, 2009

Review หนัง – Atonement ตราบาปลิขิตรัก

Atonement เป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่จมอยู่กับความผิดบาปของตัวเอง ตั้งแต่สมัยเด็ก ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี เธอก็ยังคงรู้สึกผิด กับความผิดของเธอที่เคยก่อไว้อย่างไม่มีวันจางหาย

หนังเรื่องนี้ ถูกวางโครงเรื่องมาอย่างดีเยี่ยม ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ผมว่าบทหนังเรื่องนี้เป็นบทที่ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

เนื้องเรื่องถูกดำเนินไปเรื่อยๆ ง่ายๆ ผ่านมุมมองของไบรโอนี่ เด็กสาวที่หลงรักร๊อบบี้ ชายหนุ่มลูกคนใช้ภายในบ้าน และเป็นชายคนเดียวกับที่พี่สาวของเธอ ซีซิเรีย แอบชอบอยู่ลึกๆ

Time line ของหนังมีการตัดไปมาระหว่างสิ่งที่ไบรโอนี่เห็น กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เสมือนกับการผูกปมไว้ แล้วก็คลายปมนั้นให้คนดูรู้ภายในเวลาไม่นาน แต่นี่แหละ คือลูกเล่นอันแยบยลของหนัง ผมพนันได้เลยว่า ทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้ ครั้งแรกที่เราดูผ่านมุมมองของไบรโอนี่นั้น คนดูทุกคนจะถูกดึงดูดให้รู้สึกเช่นเดียวกับไบรโอนี่ อย่างเช่นฉากที่ซีซิเรียถอดเสื้อผ้าโดดลงน้ำ แล้วขึ้นมายืนต่อหน้าร๊อบบี้ในสภาพชุดแนบเนื้อ เราอาจจะคิดกันไปว่า “ซีซิเรียกำลังยั่วยวนร๊อบบี้” หรืออะไรทำนองนี้ที่อาจจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องsex ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เป็นการกระโดดลงไปเก็บของสำคัญที่ตกลงบ่อน้ำไปต่างหาก อีกทั้งลูกเล่นนี้ยังนำพาให้คนดูรู้สึกติดตามกับเนื้อเรื่องไปได้อย่างดี

เรื่องราวมีการใส่ Symbol เข้าไปหลายอย่าง เช่น ฉากที่ไบรโอนี่เลือกไปทำงานพยาบาลแทนที่จะเรียนต่อ เหมือนกับจะเป็นการชดเชยในสิ่งที่เธอได้กระทำไว้ในอดีต หรือฉากที่ไบรโอนี่ล้างมือ เสมือนเป็นการล้างบาปออกจากตัวเอง หรือจะเป็นการแต่งเรื่องราวให้ซีซิเรียและร๊อบบี้ได้มีความสุขกันในตอนจบของหนังสือเล่มสุดท้ายที่เธอเขียน ก็เปรียบเสมือนกับเป็นการชดเชย ในฐานะที่เธอทำให้ทั้งคู่ต้องพรัดพรากจากกัน

โดยรวมแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้ดีทั้งบทภาพยนตร์และการนำเสนอ สรุปว่าเป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูอย่างยิ่ง ถ้าจะให้ดี ควรมีเก็บไว้ในคอเลคชั่นเลยจะดีมาก

Advertisements

ช่วงนี้มีหนังดีๆเข้าโรงฯเยอะนะ

อาจจะเป็นเพราะช่วงซัมเมอร์ หนังดีๆ เลยเข้าฉายเยอะเป็นพิเศษ ตัวผมเองนั้นก็มีเรื่องที่อยากดูหลายเรื่อง(แล้วก็ยังไม่ได้ดูซักเรื่อง) อาทิเช่น

สาระแนห้าวเป้ง เรื่องนี้อยากดูเพราะเอาฮาเข้าว่าครับ บวกกับชอบรายการสาระแนพร้อมกับความคิดที่ว่า คนเราเมื่ออยู่หน้ากล้องกับหลังกล้อง(หรือมีกล้องอยู่แต่เราไม่รู้) มันจะเหมือนกันหรือไม่

ม.3 ปี4 เรารักนาย เรื่องนี้อยากดูเพราะได้ยินว่าเป็นหนังรัก ผสมดราม่า ไม่ใช่รักกุ๊กกิ๊กใสๆอย่างที่ใครๆเข้าใจกัน พร้อมกับลางสังหรว่า หนังเรื่องนี้ดี(อันนี้รู้สึกส่วนตัวสุดๆ ฮ่าๆๆ) แต่ท่าทางคงจะไม่ได้ดู เพราะไม่มีคนไปดูด้วย (ไปกับผู้ชายก็คงเกย์ ไปคนเดียวก็เปลี่ยวใจ ไปกับสาว…ก็ดันไม่มีสาวให้ไปด้วย ฮือๆๆ)

X-MEN Origin : Wolverine เรื่องสุดท้ายนี้ อยากดูมากๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่าเป็นหนังฟอร์มยักที่น่าดู แล้วด้วยการเป็นเด็กผู้ชายมาก่อน ซึ่งแน่นอนย่อมชอบซุปเปอร์ฮีโร่เป็นธรรมดา เลยทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับของหนังที่อยากดูได้ไม่ยาก

เมื่อพูดถึง X-MEN กันแล้ว ผมจึงไม่รอช้า รีบกลับไปขุดภาคเก่าๆของหนังเรื่องนี้มาดู (เสียดายที่ไม่มีภาคแรก) แล้วสิ่งที่สะดุดใจขึ้นมาก็คือ Angel ซึ่งเป็นตัวละครในภาคที่สาม (ตัวที่มีปีกบินได้ โผล่หน้ามาวับๆแวมๆ ไม่ค่อยจะมีบทเท่าไหร่นั่นแหละ) จริงๆแล้วมันเป็นความรู้สึกที่มีมานานแล้วนะ ตั้งแต่ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกแล้วว่า “ไอ้ตัวละครนี้จะมีมาทำไมวะ พูดก็น้อย ทำอะไรก็ไม่ทำ บินไปก็บินมา แค่เนี้ย!!”

แน่นอนครับ นั่นเป็นสมัยก่อน ตอนนี้พอกลับมาดูอีกครั้ง มันทำให้ผมรู้คำตอบของคำถามที่ผมสร้างขึ้นแล้วว่า เค้าสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาทำไม

หลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำว่า Wing of Liberty มาบ้างแล้ว แปลตรงตัวเลยครับ “ปีกแห่งอิสระภาพ” ผมคิดว่า Angel นี้เป็น Symbol ของภาคนี้เลยแหละ ทำไมหน่ะเหรอ ลองคิดดูว่า ถ้าพวกคุณดันเกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เหมือนกับเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ในหนังหล่ะ คุณคิดว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร สิ่งแรกที่คุณและคนเหล่านี้จะเสียก็คือ อิสระภาพ ยังไงหล่ะครับ

สำหรับตัวของ Angel นั้น เป็นตัวแทนของอิสระภาพ เพราะว่าเขาสามารถไปบินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ เสมือนนกที่ไม่ได้ถูกขังอยู่ในกรง อยากบินไปไหนก็ไป สังเกตุเห็นได้จากหนัง ช่วงที่กำลังจะชีดยาแก้การกลายพันธุ์ โดยมี Angel เข้ารับการรักษาเป็นคนแรก ตอนที่ Angel ถอดเสื้อ ปีกที่ถูกสายคาดพันธนาการไว้ ก็เหมือนกับโซ่ที่ล่ามไว้ เหมือนกับเราไม่มีอิสระ ถูกกังขังหน่วงเหนี่ยว แต่แล้ว Angel กลับขัดขืนในตอนท้าย แล้วทำลายพันธนาการนั้นทิ้งซะ พร้อมกับบินออกไปหาอิสระ ที่ตัวเองนั้นโหยหา เหมือนกับบอกให้โลกรู้ว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการการเยียวยา พวกเขาเพียงแค่อิสระภาพ และการยอมรับจากสังคมเท่านั้น

และนี่ก็เป็นคำตอบที่ผมได้ หลังจากที่ได้ดู X-MEN ภาคที่สามอีกครั้ง ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่เรียนนิเทศฯ สาขาภาพยนตร์ คนหนึ่ง เค้าเคยพูดถึงเรื่อง Symbol ของหนัง พี่เค้าบอกว่า “Symbol ของหนังเนี่ย คือสิ่งที่ผู้กำกับสร้างขึ้น แต่ไม่บอกความหมาย ว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่จะปล่อยให้คนดูนำไปคิดเอาเอง” ผมว่าสนุกดีนะ ถ้าเราจะลองมองหา Symbol ในหนังเรื่องนึงที่เราดู แล้วมาตีความหมายกัน ว่ามันคืออะไร ลองมองหาดูดีๆครับ ผมเชื่อว่าพวกเราจะเจออะไรดีๆที่ซ่อนอยู่ในหนังอีกมากมายทีเดียว

ปล.หนังไทยที่มี Symbol เห็นอย่างชัดๆที่สุดเลยเรื่องหนึ่งก็คือ Happy Birth Day ครับ ชัดมากครับ ลองดูดีๆ เท่าที่ผมเห็นนะ มีถึงสองอย่างเลยแหละ ลองไปหาดูเอาครับ อิอิ

คราวที่แล้วได้พูดถึงการถ่ายย้อนแสง และความหมายไปบ้างแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึง Rack Focus กันบ้าง

Rack Focus หรือ Selective Focus เป็นใช้เทคนิคของเลนส์เทเลมาช่วยในการถ่ายทำ เนื่องจากเลนส์เทเล ของกล้องจะมีระยะชัดที่สั้น ทำให้สิ่งที่เลนส์ไม่ได้โฟกัสอยู่นั้น กลายเป็นภาพเบลอไป พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งเลนส์ตัวนั้นยาวเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระยะชัดสั้นลงเท่านั้น

การใช้ Rack Focus นั้น ส่วนใหญ่จะใช้ก็ต่อเมื่อ ต้องการจะบอกเล่าเรื่องโดยไม่อาศัยบทสนทนาช่วย ถ้าพิจารณาจาก Team Medical Dragon ผู้ชมคงจะได้เห็นกันบ่อยมาก (พอๆ กับการถ่ายย้อนแสง) ยกตัวอย่างเช่น

ในตอนแรก ฉากที่อาซาดะพบกับอาราเสะ แล้วหมอคิโต้ก็มาลากตัวอาราเสะไป หลังจากตอนนี้ คาโต้จะเข้ามาพูดกับอาซาดะเรื่องไปแนะนำตัวของศจ.โนกุจิ หลังจากที่คาโต้เดินจากไปแล้ว จากเดิมกล้องโฟกัสอยู่ที่อาซาดะกับคาโต้ กล้องกับโฟกัสไปทางด้านหลังของทั้งคู่ เผยให้เห็นใบหน้าของหมอคิโต้ ซึ่งมีท่าทีแอบมองอยู่ ตรงนี้ที่เป็นการสื่อความหมายแบบนัยว่า หมอคิโต้มีความสนใจในตัวอาซาดะอยู่ โดยที่ไม่ได้อาศัยบทสนทนาช่วยเลย

เป็นอันจบเรื่องของ การถ่ายย้อนแสง กับ Rack Focus แต่เพียงเท่านี้ คาดว่าคราวหน้าจะยกเรื่องสี มุมกล้องมาพูดอีก อาจจะยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เหมือนเดิม หรือไม่งั้นผมก็คงจะไปหาหนังมาดู ที่สามารถอธิบายได้เห็นชัดๆ และเข้าใจได้ง่ายๆ กว่านี้ เหตุผลที่คราวนี้ผมยกตัวอย่างจาก Team Medical Dragon เพราะ ผมเห็นว่าซีรี่เรื่องนี้มีหลายๆอย่างที่ดูดี ทั้งเรื่องเทคนิคมุมกล้อง เทคนิคด้านแสง และอีกหลายๆอย่าง เลยคิดว่าน่าจะสามารถนำมายกเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี

ไม่ได้อัพ blog ซะนาน

ตอนนี้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์ ซื้อหนังสือมาอ่านได้สองสามเล่มและ กะว่าอ่านจบจะไปเป็นผู้กำกับซะหน่อย ฮ่าๆๆ

เมื่อเร็วๆนี้ผมมีโอกาศได้ดูซีรี่ญี่ปุ่นเรื่องนึง คือ Team Medical Dragon ซีซั่นแรก ความจริงผมก็ดูไปหลายรอบแล้วแหละ แต่พออ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำหนัง เลยได้ข้อสังเกตุเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

อย่างแรกที่สังเกตุเห็นได้บ่อยที่สุดเลยก็คือ การถ่ายภาพแบบย้อนแสง

ถ้าสังเกตุดูดีๆ ซีรี่เรื่องนี้จะมีการถ่ายภาพแบบย้อนแสงเยอะมาก(เยอะจริงๆนะ) ซึ่งวิธีถ่ายภาพแบบนี้ ถ้าตัดสินกันตามอารมณ์ของตัวหนังแล้ว มันทำให้ตัวละครในเรื่องมีความ”ยิ่งใหญ่” แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าตัวละครนั้น “สำคัญ” ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ฉากง่ายๆที่พอจะนึกออกก็คือ ฉากในห้องทำงานของ ศจ.โนกุจิ ภายในห้องจะเป็นห้องมืดๆ แสงที่ผ่านเข้ามาในห้องนั้นน้อยมากจนแทบจะไม่มี ซึ่งการที่ทำเป็นห้องมืดนั้น ทำให้คนดูรู้สึกถึงแรงกดดัน ถูกคุกคาม อย่างเห็นได้ชัด สังเกตจากตัวละครที่เข้าไปภายในห้องของ ศจ.โนกุจิ จะโดนกดดันทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นหมอคาโต้ ที่ต้องเข้าไปภายในห้องเพื่อรับผิดในสิ่งที่อาซาดะทำ พร้อมกับโดนด่าบ้าง โดนขู่บ้าง ไหนจะบรรดาหมอที่อาซาดะจัดการเรื่องต่างๆ จำพวก ยาต้านมะเร็ง เครื่องช่วยหัวใจบกพร่อง ตัวละครเหล่านี้ได้รับการกดดันทุกตัว (ยกเว้นอาซาดะไว้คนนึงล่ะมั้ง พี่แกเล่นไม่กลัวอะไรเลยนี่ = =) ประกอบกับบรรยากาศในห้องที่มืดด้วยแล้ว ทำให้คนดูรู้สึกกดดันไปพร้อมกับตัวละครได้อย่างดี และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกถึงแรงกดดันนี้ดียิ่งขึ้นก็คือ แสงที่ส่องมาจากด้านหลังของ ศจ.โนกุจิ จากมุมกล้อง จะเห็นได้ว่า การที่ถ่ายย้อนแสงในลักษณะนั้น จะทำให้เห็นหน้าของ ศจ.โนกุจิ ไม่ค่อยชัด ออกมืดๆ สลัวๆ และเกิด”ริมไลท์”(Rim Light) ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ ศจ.โนกุจิ ดูทรงอำนาจ และยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องRack Focus ผมจะมาพูดถึงอีกทีในคราวหน้านะครับ

ปล.ท่านใดที่เข้ามาอ่านแล้วความเห็นไม่ตรงกับผม หรือมีอะไรอยากเสนอแนะ ก็ช่วยติชมเพิ่มเติมได้นะครับ จะได้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันไปในตัวด้วย ^^

Posted by: haleluyas | ธันวาคม 6, 2007

Quote จากหนัง…..

เป็น Quote ต่างๆหลายเรื่อง อันนี้ต้องให้ Credit จากนิตยสาร ฮิ นะคับ เพราะ Copy มาเหมือนกันเหอะๆ

Sometime the smallest thing can make the biggest changes of all : Dinosaur

To make an impact, you have to go to the extremes : Drive Me Crazy

You’ll always know when the right person walks into your life.If he’s the right man for you, you just can’t let him slip on by : The Butcher’s Wife

It’s love that hurts.But it’s hurt that tells you are still alive : Body Shots

Be stupid enough to fall in love and be smart enough to know it. : The Velocity of Gary

Some heights can only be reached by hearts : Among Giants

There’s a fine line between coincidence and fate : The Mummy Returns

You’re afraid of something bad that you miss many good things : Now and Then

As long as there’s life, there are dreams : Roseanna’s Grave

It’s hard to let go, isn’t it?…That’s life : Meet Joe Black

There’s the world out there. And no matter you like it or not, it’s gonna hit you right in your face : American Beauty

Posted by: haleluyas | ตุลาคม 7, 2007

Review : Resident Evil 3 : Extinction

เมื่อวานไปดูมาหลังจากตั้งหน้าตั้งตารอคอย เอาเป็นว่าตัวหนังโดยรวมแล้วโอเคนะ ผมชอบ พูดง่ายๆก็คือ เสียตังไปดูในโรงก็คุ้มแหละคับ

+ มอเตอร์ไซด์สวยมาก (อันนี้ความชอบส่วนตัว ถึงแม้ว่าจะมาพังเอาง่ายๆก็เถอะ) พูดเล่นๆ หนังแสดงให้เห็นถึงการเอาชีวิตรอดของมนุษย์อย่างเต็มที่ และทุกวิถีทาง อย่างฉากที่อลิสโดนหลอกเข้าไปเจอครอบครัวใจโฉด มันทำให้รู้สึกหดหู่ดีนะ

– แคล เรดฟิล มันเป็นใครมากจากไหนวะ อยู่ดีๆก็มาเป็นผู้นำขบวน น่าจะเป็นตาลุงคาลอส ของเรามากกว่านะ (กลายไปเป็นเบี้ยล่างซะงั้น) ตัวละครหลายตัวที่โผล่มาภาคนี้ ดูเหมือนจะมีความสำคัญ แต่กลับตายง่ายชิบหาย(เบ็ตตี้เงี้ย) เอาเป็นว่า ตัวละครในภาคนี้ไม่มีมิติเลย ถูกพูดถึงอย่างจาบจ้วงมากๆ(โดยเฉพาะ แคล ก็เจ๊แกเป็นตัวเอกของเกมด้วยนี่หว่า) แลกก็ประเด็นสำคัญ จิล กับ ลูกด็อกเตอร์ที่สร้าง T-Virus ไปไหนอ๊ะ

+ ฉากที่อลิสเข้ามาช่วยเท่มาก (ตอนที่บังคับไฟให้ลุกขึ้นไปด้านบน) เหมือนเธอคือผู้ปลดปล่อยยังไงไม่รู้

– แต่ตอนที่ช่วยคาลอสอ่ะ แอบเหมือน สาวพลังจิตในเรื่อง Fantastic 4 ไปหน่อยนะ เหมือนก๊อบๆกันมาไงก็ไม่รู้

– ไอ้รั้วที่กั้นทางลงไปศูนย์บัญชาการ อัมเบลล่า อ่ะ ทำไมมันทนจังวะ เจอ ซอมบี้รุมเป็นร้อยขนาดนั้นยังไม่พังอีก ดูมันไม่สมจริงไงไม่รู้

– Wesker!! โผล่ โอ๊ บร๊ะเจ้า อยู่ดีๆมันก็โผล่มาไม่มีปี่มีขลุ่ยอีกแล้วอ่ะ หนังเรื่องนี้มันอะไรกันเนี่ย กะทำภาค 4 ต่อหรือไงคับพี่

+ ฉากที่คาลอสยอมเสียสละตัวเองเปิดทาง ชอบมาก โดยเฉพาะตอนสูบบุหรี่ เข้าใจเลยว่ารู้สึกยังไง 555 หน้าตานี่ได้ใจสุดๆ กวนตีนมากๆ

= ตอนต่อสู้กับ ไทรแร้น โอเคอ่ะ อลิสไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น พลังจิตก็มีขีดจำกัด (ตอนแรกคิดว่าคงเป็นประมาณดราก้อนบอล)

= หนังเรื่องนี้ผู้หญิงเป็นใหญ่ 555 ภาคแรกก็ อลิส ภาคสองก็ อลิส+จิล ภาคสามก็ อลิส+แคล ประชากรชายในโลกกลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้วเรอะ

เอาเป็นว่า สรุปแล้วให้คะแนนประมาณ 7.0/10.0 แล้วกัน ถือว่าไปดูในโรงหนังแล้วคุ้มค่าตั๋วแล้วกัน จริงๆแล้วในเรื่องก็แทรกมุขไว้เยอะนะ  แต่อาจจะต้องดูสองภาคแรกมาก่อน ถึงจะเข้าใจ

Posted by: haleluyas | ตุลาคม 1, 2007

Notebook เครื่องแรก!

และแล้วก็ได้มี Notebook กับเค้าซะที เนื่องจากเมื่อวานไปงาน Com World ที่ Paragon มา

ตอนแรกที่ตั้งใจไว้(ตั้งนานแล้ว) เราก็อยากได้แบบ ขาวๆ น่ารักๆ แถมเก่งอีกซะด้วย(MacBook) ซึ่งก็มีท่าทีว่าจะได้เธอมาครอบครองจริงๆ เนื่องจากท่านแม่บอกว่าถ้าเป็น 0% ก็ซื้อแบบผ่อนให้ได้ไม่มีปัญหา (แต่ต้องเป็นแบบ 10 เดือน) แต่พอไปถึงบ้านเจ้าสาว(ซุ้มของ Apple) พ่อตา(คนขาย)ดันกลับคำกันซะหยั่งงั้น จาก 10 เดือน ไงเหลือ 6 เดือนล่ะ!!

และแล้วเนื่องจากสู้ราคาสินสอดไม่ไหว ไอ้อาทจึงต้องออกหาวิถีึีทาง เพื่อจะให้ได้เจ้าสาวคนใหม่ให้ได้ ก็เล่นยกขันหมากมาซะขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องรออีกนาน เพราะกว่าจะตั้งขบวนขันหมากได้นี่เล่นเอานานเหมือนกัน

และแล้วสวรรค์ก็ยังเมตตาให้ไอ้อาทได้พบกับสาวอีกคนนึง ซึ่งก็คบหาดูใจกันมาได้ซักพักนึงแล้ว แถมมีเพื่อนยืนยันมาแล้วว่า เธอดีจริ(ซื้อมาใช้แล้ว ว่างั้นเถอะ) ไอ้อาทจึงทำการติดต่อสู่ขออีกครั้ง

โอ้! บร๊ะเจ้า! คราวนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ถึงแม้พ่อตาจะงงๆกับคำพูดตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็เอาเถอะ ให้อภัยกันได้ ซ้ำยังใจดี บอกเรื่องสินสอดไม่ซีเรียส ค่อยๆมาก็ได้ 12 เดือนก็โอเค

เมื่อมาเป็นเช่นนี้แล้ว ฝ่ายชายจึงเซ็นสัญญาจนทะเบียนสมรสอย่างไม่รีรอ ถึงแม้เธอคนนี้จะไม่ผอมเพรียว แล้วก็ขาวเท่าคนแรกก็เถอะ แต่มันแพ้ความดีในตัวเธอนี่นา ก็งี้แหละ ดูอะไรมันต้องดูกันที่ภายใน อิอิ

และนี่ก็คือหน้าตาเจ้าสาวของผม

y400.gif

ชื่อของเธอก็คือ Lenovo Y410 นั่นเอง อิอิ

spec คร่าวๆ ก็ประมาณนี้นะ

– Intel core 2 duo 1.8

– DDR2 512 Mb x 2

– intel graphic GMA X3100

– 14.1′ wide screen

– 1.3 megapixel camera

เ้ฮ้อ…ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก กะว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องซะหน่อย แล้วเด๋วคงจะได้เห็นกันว่าหน้าตาโฉมใหม่จะเป็นยังไง

Posted by: haleluyas | กันยายน 22, 2007

ข้อความในห้องน้ำ

เมื่อวันพุธผมได้ไปดูหนังเรื่อง “สายลับจับบ้านเล็กมา” เป็นหนังที่ดีนะ ดูแล้วเป็นธรรมชาติดี พอหนังจบ ก็ไปเข้าห้องน้ำกันตามระเบียบ แต่ว่าดันไปสะดุดตากับสิ่งๆนึงนี่สิ จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากข้อความบนฝาผนังทั้งหลาย

เห็นแล้วมันก็มีมากมายจิปาถะอ่ะนะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่อง SEX ซะส่วนใหญ่ หรือไม่ก็เป็นการอวดอ้างสรรพคุณของตัวเองว่า “ของกูใหญ่” ก็ไม่รู้จะบอกทำไม เห็นแล้วก็นึกถึงคำที่ว่า “โตไม่โตกูโชว์ดะ” คิดแล้วก็ขำๆดีนะ

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ของจรงิมันอยู่ที่ว่า ผมดันเป็นข้อความที่เขียนไว้ยาวมากๆ หลายข้อความ ซึ่งเขียนเกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรานั่นเอง (อันนี้คงพูดมากไม่ได้ เดี๋ยวจะโดน Block เอา 555) พออ่านแล้วผมก็คิดนะ ยังมีคนที่ยังรู้จักวิเคราะห์อะไรแบบนี้อยู่ ถึงแม้มันจะมาปรากฏในห้องน้ำสาธาราณะก็เถอะ มันรู้สึกเหมือนกับว่า ถึงแม้จะเป็นพวกที่ขีดๆเขียนๆ ตามห้องน้ำก็เถอะ มันก็ยังดีกว่าคนที่เดินเพ่นพ่านข้างนอกอีกหลายๆคนล่ะนะ

Posted by: haleluyas | กันยายน 13, 2007

เพื่ออะไร??

เราเกิดมาเพื่อใคร?

เราเกิดมาเพื่อใคร?

เราเกิดมาเพื่ออะไร?

คำถามเหล่านี้อยู่ในใจผมมาบกว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ซะที ว่าคำตอบเหล่านี้มันคืออะไร เคยคิดแบบนี้กันบ้างมั้ย ผมอาจจะมีเวลาว่างมากเกินไปก็ได้มั้ง เหอะๆ

ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว คงต้องอ่านนังสือแล้วก็เตรียมตัวกันยกใหญ่ งานที่ต้องส่งก็มีเพียบเลย ไม่รู้จะได้ทำเองหรือเปล่า แบบว่า skill coding ผมกลายเป็น “0” ไปแล้ว เซ็งเหมือนกันนะ ที่ตัวเองไม่มีพลังพอที่จะทำอะไรเลย แต่ก็จะพยายามแหละ เพราะว่าผมมีความฝัน แล้วผมก็อยากให้ฝันของผมเป็นจริงซะด้วยสิ สู้ๆ

ปล.อาจจะไม่ได้อัพไปพักใหญ่ๆเลย เด๋วสอบเสร็จส่งงานเรียบร้อยแล้วจะมาอัพอีกแล้วกัน โดยเฉพาะเรื่อง Network เพราะว่ายืมหนังสืออาจารย์มา ยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย

Posted by: haleluyas | สิงหาคม 26, 2007

โดน TOT BLOCK Blog!!!

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ใครที่ใช้เน็ตของ TOT (บ้านผมใช้ไอ้ที่มัน 2 ชั่วโมงตัดอ่ะ ส่วน ADSL อันนี้ไม่รู้นะ) อาจจะเข้า blog ของผมไม่ได้ หรืออาจจะเป็นผมคนเดียวก็ได้ที่เข้า blog ตัวเองไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาของทาง wordpress เค้า แต่ไปๆ มาๆ ท่าทางจะไม่ใช่ เพราะอะไรหน่ะเหรอ เพราะมันมีข้อความประมาณว่่า “ทาง TOT ได้ทำการตัดขาดการติดต่อกับ website ดังกล่าว (ในที่นี้หมายถึง blog ของผมเอง) เพราะว่ามีรูปภาพ ถ้อยคำ หรือ คำพูด ที่ทำร้ายต่อจิตใจของคนไทยอย่างไม่อาจให้อภัยได้”

แบบว่า “เฮ้ย ไรวะ กูไปทำร้ายจิตใจคนไทยขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมก็ไม่รู้นะ ว่าใครเป็นบ้าง แต่ที่แน่ๆ ผมคนนึงล่ะที่งงอย่างที่สุด ว่าจะเข้ามาอัพblog ซะหน่อย เจอแบบนี้เซ็งจริงๆอ่ะ

Older Posts »

หมวดหมู่